การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ เพิ่มความหวัง ลดสูญเสีย ให้ผู้ป่วยเบาหวาน

การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ เพิ่มความหวัง ลดสูญเสีย ให้ผู้ป่วยเบาหวาน

โรคเบาหวานส่งผลกระทบกับสุขภาพผู้คนนับล้าน จากสถิติในปี 2565 พบว่ามีผู้ป่วยโรคเบาหวานอยู่จำนวนถึง 537 ล้านคนทั่วโลก และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคเบาหวานไปจำนวน 6.7 ล้านคน หรือเสียชีวิตเฉลี่ย 1 ราย ในทุกๆ 5 วินาที สถานการณ์ผู้ป่วยโรคเบาหวานในไทยเองก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นไม่ต่างจากทั่วโลก โดยมีผู้ป่วยใหม่ถึง 3 แสนรายในแต่ละปี และคร่าชีวิตคนไทยไปถึงวันละ 200 คน 

 

ความรุนแรงของโรคเบาหวาน 

โรคเบาหวานถือเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่มองข้ามไม่ได้ เบาหวานคือโรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติต่อเนื่องและเรื้อรัง ซึ่งปัจจัยหลักของโรคนี้เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนที่มีชื่อว่าอินซูลิน โดยโรคเบาหวานถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามความแตกต่างของต้นกำเนิดโรค โรคเบาหวานชนิดที่ 1 นั้นเกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนที่ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้เลย ส่วนโรคเบา่หวานชนิดที่ 2 นั้นเกิดจากความผิดปกติในการตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินหรือที่เรียกว่าภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งอินซูลินนั้นเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ในการจัดเก็บน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ต่างๆในร่างกายทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดอยู่ในสภาวะสมดุล และเมื่อกระบวนการดังกล่าวขัดข้องจึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง 

ผู้ป่วยเบาหวานจะรู้สึกอ่อนเพลีย มีน้ำหนักตัวลดลง และเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ตาสูญเสียการมองเห็น ไตวายเรื้อรัง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว และแผลเรื้อรังหายช้า จนบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นต้องตัดขาหรือเท้าทิ้ง เพราะฉะนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดบาดแผลซึ่งอาจติดเชื้อได้ง่าย จนมีโอกาสลุกลามไปยังส่วนอื่นและต้องตัดขาในกรณีติดเชื้อรุนแรง 

เหตุที่แผลหายช้านั้นเนื่องจากไขมันและน้ำตาลไม่ย่อยสลาย แต่จะจับกับเส้นเลือด จนทำให้เส้นเลือดตีบและแข็ง เลือดไปหล่อเลี้ยงได้ยากร่วมกับระบบประสาทรับความรู้สึกที่เสื่อมลง จึงทำให้ผู้ป่วยรับความรู้สึกได้น้อย มักเกิดแผลโดยไม่รู้ตัว ทำให้เมื่อรู้สึกตัวอีกทีแผลจึงลุกลามไปมากแล้ว 

 

แนวทางการรักษาและดูแล 

แม้โรคเบาหวานจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็มีแนวทางในการดูแลฟื้นฟูให้โรคเบาหวานสงบ ควบคุมง่ายใช้ยาน้อยที่สุดได้ เพื่อเป้าหมายในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การรับประทานยา การฉีดอินซูลิน อย่างไรก็ดี ด้วยองค์ความรู้ทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้เกิดวิธีการรักษาด้วยนวัตกรรมสเต็มเซลล์ขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นความหวังของผู้ป่วยโรคเบาหวาน แม้อยู่ในระยะรุนแรงจนอาจต้องตัดขาหรือมีภาวะแทรกซ้อนของหลอดเลือดสมองก็ตาม 

 

การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ 

               สเต็มเซลล์เป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่ยังไม่มีหน้าที่จำเพาะ มีความสามารถในการพัฒนาและเจริญเติบโตไปเป็นเซลล์ต่างๆ ได้ ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวทำให้สเต็มเซลล์ถูกใช้ในการรักษาแผลจากเบาหวานและช่วยซ่อมแซมฟื้นฟูหลอดเลือดเพื่อลดการสูญเสียอวัยวะส่วนปลาย 

นอกจากช่วยป้องกันการสูญเสียอวัยวะในผู้ป่วยที่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรงแล้ว สเต็มเซลล์ยังสามารถใช้รักษาผู้ป่วยเบาหวาน ทั้งชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ได้ดังนี้

  • โรคเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ จากการที่ระบบภูมิคุ้มกันของตัวเองเข้าโจมตีและทำลายเบต้าเซลล์ที่มีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลิน สเต็มเซลล์จะถูกปลูกถ่ายในตับอ่อน และช่วยหลั่งสารปรับสมดุลภูมิคุ้มกันเพื่อหยุดยั้งการทำลายเบต้าเซลล์ในตับอ่อน และเปิดโอกาสให้สเต็มเซลล์ฟื้นฟูเบต้าเซลล์เดิมที่เสียหายหรือพัฒนาทดแทนเบต้าเซลล์ที่ตายในตับอ่อนเพื่อให้กลับมาหลั่งอินซูลินได้ จึงทำให้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องพึ่งการฉีดอินซูลินหรือฉีดอินซูลินลดลง
     

  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งผู้ป่วยมีภาวะดื้ออินซูลินผิดปกติ การรักษาด้วยเซลล์บำบัดด้วยการใช้สเต็มเซลล์นั้นจะช่วยทำให้ร่างกายตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินได้ดีขึ้น ส่งผลให้ร่างกายสามารถใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงช่วยลดการฉีดอินซูลินหรืออาจไม่จำเป็นต้องฉีดเลย ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพผู้ป่วยในระยะยาว

การรักษาเบาหวาน รวมถึงภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคนี้ ด้วยสเต็มเซลล์นั้นได้สร้างความหวังให้กับผู้ป่วยที่ต้องเผชิญกับอาการเรื้อรังและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รวมถึงช่วยลดการสูญเสียที่มีต้นเหตุจากโรคเบาหวานได้อย่างมีนัยสำคัญ หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังมองหาหนทางต่อสู้กับโรคเบาหวานอยู่ โรงพยาบาลพานาซี พระราม2 พร้อมยืนเคียงข้าง ด้วยวิทยาการสเต็มเซลล์ ตั้งแต่การสกัดและเพาะเลี้ยง เพื่อให้สเต็มเซลล์เหล่านี้พร้อมที่จะคืนสุขภาพและความสุขให้กลับมาดังเดิม